ปลดล็อก 399.-

โครงสร้างข้อสอบ TOEIC ทั้ง 7 Part: แต่ละ Part ถามอะไร กับดักที่พบบ่อย และวิธีเตรียมตัว

อัปเดต 2026-09-30 · English เทพ

ถ้าคุณกำลังจะสอบ TOEIC เป็นครั้งแรก หรือเคยสอบแล้วแต่คะแนนยังไม่ถึงเป้า สิ่งแรกที่ควรทำก่อนเปิดหนังสือเล่มไหนก็ตามคือทำความเข้าใจโครงสร้างข้อสอบให้ทะลุ เพราะข้อสอบ TOEIC Listening and Reading มีรูปแบบตายตัวมาก ทุกชุดมี 7 Part เรียงลำดับเหมือนกัน จำนวนข้อเท่ากัน และแนวคำถามซ้ำกันจนคาดเดาได้ คนที่รู้ว่าแต่ละ Part ถามอะไร มีกับดักตรงไหน และควรใช้เวลากับข้อไหนมากน้อยแค่ไหน มักทำคะแนนได้ดีกว่าคนที่ภาษาอังกฤษดีพอกันแต่เดินเข้าห้องสอบไปแบบไม่รู้อะไรเลย

บทความนี้จะพาไล่ดูทีละ Part ตั้งแต่ Part 1 ถึง Part 7 ว่าแต่ละส่วนวัดอะไร ข้อสอบชอบหลอกแบบไหน และควรฝึกอย่างไรให้ตรงจุด อ่านจบแล้วคุณจะวางแผนเตรียมตัวได้เอง และรู้ว่าควรเริ่มฝึกจากตรงไหนก่อน

ภาพรวมข้อสอบ TOEIC Listening and Reading

ข้อสอบแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่คือ Listening (การฟัง) และ Reading (การอ่าน) ส่วนละ 100 ข้อ รวม 200 ข้อ ทุกข้อเป็นแบบเลือกตอบ ไม่มีการเขียนหรือพูด ส่วน Listening ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีตามความยาวของเสียงที่เปิดให้ฟัง ส่วน Reading ให้เวลา 75 นาทีและผู้สอบต้องบริหารเวลาเองทั้งหมด รวมแล้วนั่งสอบราว 2 ชั่วโมง

Partส่วนชื่อจำนวนข้อสิ่งที่วัด
1ListeningPhotographs6ฟังประโยคสั้นแล้วเลือกที่ตรงกับภาพ
2ListeningQuestion-Response25ฟังคำถาม 1 ประโยค เลือกคำตอบที่เข้ากัน
3ListeningConversations39ฟังบทสนทนา 2 ถึง 3 คน ตอบชุดละ 3 ข้อ
4ListeningTalks30ฟังบทพูดคนเดียว ตอบชุดละ 3 ข้อ
5ReadingIncomplete Sentences30เติมคำในประโยคให้ถูก grammar และความหมาย
6ReadingText Completion16เติมคำหรือประโยคในข้อความสั้น
7ReadingReading Comprehension54อ่านเอกสารเดี่ยว คู่ และ 3 ชิ้น แล้วตอบคำถาม

สังเกตว่า Listening มี 100 ข้อใน 45 นาที ส่วน Reading มี 100 ข้อใน 75 นาที ฟังดูเหมือน Reading ให้เวลาเยอะกว่า แต่ในความเป็นจริง Part 7 อย่างเดียวก็มีเนื้อหาให้อ่านหลายหน้า คนส่วนใหญ่จึงทำ Reading ไม่ทันมากกว่าทำ Listening ไม่ทัน นี่คือเหตุผลที่การรู้โครงสร้างสำคัญมาก เพราะคุณต้องรู้ล่วงหน้าว่าจะเก็บเวลาจากตรงไหนไปเติมตรงไหน

ระบบคะแนน 10 ถึง 990

คะแนน TOEIC ไม่ได้นับตรง ๆ ว่าถูกกี่ข้อ แต่จะแปลงคะแนนดิบเป็นคะแนนมาตรฐาน (scaled score) โดย Listening ได้ 5 ถึง 495 คะแนน และ Reading ได้ 5 ถึง 495 คะแนน รวมกันเป็น 10 ถึง 990 คะแนน ตารางแปลงคะแนนของแต่ละชุดข้อสอบไม่เท่ากันเป๊ะ เพราะปรับตามความยากง่ายของชุดนั้น ดังนั้นการทำถูก 70 ข้อในชุดหนึ่งกับอีกชุดหนึ่งอาจได้คะแนนต่างกันเล็กน้อย

ประเด็นที่ควรจำคือข้อสอบไม่หักคะแนนข้อที่ตอบผิด ดังนั้นห้ามเว้นว่างเด็ดขาด ถ้าเวลาเหลือน้อยให้เดาทุกข้อที่ยังไม่ได้ทำ และอีกอย่างคือทั้ง 2 ส่วนมีน้ำหนักเท่ากัน คนไทยจำนวนมากคิดว่าตัวเองอ่อน Listening เลยทุ่มไปที่ Reading อย่างเดียว แต่ในทางปฏิบัติ Listening มักดันคะแนนได้เร็วกว่าเมื่อฝึกถูกวิธี เพราะ Part 1 และ Part 2 มีรูปแบบซ้ำและคาดเดาได้มาก

ส่วน Listening: 100 ข้อ ประมาณ 45 นาที

ในส่วนนี้เสียงจะเปิดต่อเนื่องโดยไม่หยุดรอใคร คุณจะได้ยินแต่ละข้อเพียงครั้งเดียว ทักษะสำคัญจึงไม่ใช่แค่ฟังรู้เรื่อง แต่คือการอ่านโจทย์ล่วงหน้า จับใจความขณะฟัง และตัดสินใจให้เร็วก่อนที่ข้อถัดไปจะเริ่ม

Part 1 Photographs (6 ข้อ)

ถามอะไร: คุณจะเห็นภาพถ่าย 1 ภาพในกระดาษข้อสอบ แล้วได้ยินประโยคบรรยาย 4 ประโยค (A ถึง D) ซึ่งไม่มีพิมพ์ให้อ่าน ต้องเลือกประโยคที่บรรยายภาพได้ถูกต้องที่สุด ภาพมักเป็นคนกำลังทำงาน คนในร้านค้า ที่ประชุม หรือภาพวัตถุกับสถานที่ที่ไม่มีคน

กับดักที่พบบ่อย:

วิธีเตรียมตัว: ก่อนเสียงจะเริ่มให้กวาดตาดูภาพและตั้งคำถามในใจว่าใครทำอะไร ของอยู่ที่ไหน มีอะไรวางอยู่บ้าง ฝึกท่องกริยาที่ใช้บรรยายท่าทาง เช่น leaning against, reaching for, stacked, lined up, facing และคำบอกตำแหน่งให้แม่น เพราะ 6 ข้อนี้คือคะแนนฟรีที่ไม่ควรพลาดเลยแม้แต่ข้อเดียว

Part 2 Question-Response (25 ข้อ)

ถามอะไร: ได้ยินคำถามหรือประโยคบอกเล่า 1 ประโยค ตามด้วยคำตอบ 3 แบบ (A B C) ต้องเลือกคำตอบที่ตอบรับได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ไม่มีอะไรพิมพ์ให้อ่านเลย เป็น Part ที่วัดการฟังล้วน ๆ

กับดักที่พบบ่อย:

วิธีเตรียมตัว: ตั้งใจฟังคำแรกของคำถามให้ได้ก่อน (Who, When, Where, Why, How, Which หรือเป็น Yes/No) แล้วตัดตัวเลือกที่ตอบผิดประเภททิ้งทันที ฝึกฟังข้อสอบแนว TOEIC Part 2 วันละ 25 ข้อและจดคำถามที่ตอบผิดไว้ จะเห็นว่าตัวเองพลาดแนวไหนซ้ำ ๆ

Part 3 Conversations (39 ข้อ)

ถามอะไร: บทสนทนา 13 บท บทละ 3 ข้อ ส่วนใหญ่เป็น 2 คน แต่บางบทมี 3 คน คำถามและตัวเลือกพิมพ์ในกระดาษข้อสอบ บางบทมีตาราง แผนที่ หรือรายการราคาแนบมา แล้วถามว่า "Look at the graphic" ให้เชื่อมสิ่งที่ได้ยินกับข้อมูลในภาพ นอกจากนี้ยังมีคำถามแบบ "What does the woman mean when she says ..." ที่ต้องตีความเจตนาจากบริบท

กับดักที่พบบ่อย:

วิธีเตรียมตัว: ใช้ช่วงที่เสียงอ่านคำสั่ง (directions) ตอนต้น Part อ่านคำถาม 3 ข้อของบทแรกไว้ก่อน และเมื่อฟังบทหนึ่งจบให้ตอบเร็ว แล้วรีบอ่านคำถามของบทถัดไประหว่างที่เสียงกำลังอ่านคำถามซ้ำ วิธีนี้เรียกว่าอ่านล่วงหน้า (preview) และเป็นทักษะเดียวที่แยกคนได้ 300 กับ 400 ใน Listening

Part 4 Talks (30 ข้อ)

ถามอะไร: บทพูดคนเดียว 10 บท บทละ 3 ข้อ เป็นข้อความเสียงทางโทรศัพท์ ประกาศในสนามบินหรือห้าง โฆษณาวิทยุ ข่าว ส่วนหนึ่งของการประชุม การกล่าวแนะนำวิทยากร หรือคำแนะนำในทัวร์ มีข้อ graphic และข้อถามเจตนาเหมือน Part 3

กับดักที่พบบ่อย:

วิธีเตรียมตัว: จับให้ได้ตั้งแต่ประโยคแรกว่าใครพูด พูดกับใคร และพูดที่ไหน เพราะ 3 อย่างนี้บอกทิศทางของทั้งบท จากนั้นให้เก็บคำสัญญาณ เช่น "but", "unfortunately", "please remember to" ซึ่งมักเป็นจุดที่ข้อสอบเอาไปออก ฝึกฟังบทพูดยาว ๆ แล้วสรุปเป็น 3 ประเด็นให้ได้ในใจ

ส่วน Reading: 100 ข้อ 75 นาที

ส่วนนี้ไม่มีเสียงมาบังคับจังหวะ คุณเลือกได้เองว่าจะทำข้อไหนก่อน ใช้เวลากับข้อไหนเท่าไร ซึ่งเป็นทั้งข้อดีและกับดัก เพราะคนจำนวนมากใช้เวลากับ Part 5 มากเกินไปจนเหลือเวลาทำ Part 7 ไม่พอ สัดส่วนเวลาที่แนะนำคือ Part 5 ประมาณ 10 ถึง 12 นาที Part 6 ประมาณ 8 ถึง 10 นาที และเหลือให้ Part 7 ไม่ต่ำกว่า 53 นาที

Part 5 Incomplete Sentences (30 ข้อ)

ถามอะไร: ประโยคเดี่ยวที่มีช่องว่าง 1 ช่อง ให้เลือกคำที่เติมได้ถูกต้องจาก 4 ตัวเลือก ข้อสอบวัด 2 อย่างคือ grammar (เช่น part of speech, verb tense, subject-verb agreement, pronoun, preposition, conjunction) และ vocabulary (เลือกคำที่ความหมายเข้ากับบริบท)

กับดักที่พบบ่อย:

วิธีเตรียมตัว: ฝึกจนดูตัวเลือกปุ๊บรู้ทันทีว่าเป็นข้อ grammar หรือ vocabulary ข้อ grammar ให้อ่านแค่คำรอบช่องว่างก็มักตอบได้ ส่วนข้อ vocabulary ต้องอ่านทั้งประโยค ตั้งเป้าว่าใช้เวลาข้อละไม่เกิน 20 ถึง 25 วินาที ฝึกทำข้อสอบแนว TOEIC Part 5 ได้ที่ หน้าฝึกทำข้อสอบ ซึ่งมีเฉลยอธิบายว่าทำไมตัวหลอกแต่ละข้อจึงผิด

Part 6 Text Completion (16 ข้อ)

ถามอะไร: ข้อความสั้น 4 ชิ้น เช่น อีเมล ประกาศ จดหมาย หรือบทความ แต่ละชิ้นมีช่องว่าง 4 ช่อง รวม 16 ข้อ โจทย์คล้าย Part 5 แต่ต้องอาศัยบริบทจากประโยคข้างเคียง และในแต่ละชิ้นจะมี 1 ข้อที่ให้เลือก "ประโยคทั้งประโยค" ไปวางในช่องว่าง (sentence insertion)

กับดักที่พบบ่อย:

วิธีเตรียมตัว: อ่านทั้งชิ้นแบบเร็ว ๆ ก่อน 1 รอบเพื่อรู้ว่าใครเขียนถึงใครเรื่องอะไร แล้วค่อยกลับมาทำทีละช่อง ข้อ sentence insertion ให้ทำเป็นข้อสุดท้ายของชิ้นนั้น เพราะเมื่อเติมช่องอื่นครบแล้วจะเห็นภาพรวมชัดขึ้น

Part 7 Reading Comprehension (54 ข้อ)

ถามอะไร: เป็น Part ที่ยาวที่สุดและเก็บคะแนนได้มากที่สุด แบ่งเป็น 3 ช่วง

  1. Single passage เอกสารเดี่ยว 10 ชุด ชุดละ 2 ถึง 4 ข้อ รวม 29 ข้อ (ข้อ 147 ถึง 175) เป็นอีเมล ประกาศ โฆษณา บทความ แบบฟอร์ม ใบแจ้งหนี้ รีวิว รวมถึงข้อความแชตที่ต้องตีความว่าผู้ส่งหมายถึงอะไร
  2. Double passage เอกสารคู่ 2 ชุด ชุดละ 5 ข้อ รวม 10 ข้อ (ข้อ 176 ถึง 185) เช่น โฆษณากับอีเมลตอบกลับ
  3. Triple passage เอกสาร 3 ชิ้น 3 ชุด ชุดละ 5 ข้อ รวม 15 ข้อ (ข้อ 186 ถึง 200) เช่น ตารางงาน อีเมล และแบบฟอร์มที่เกี่ยวข้องกัน

กับดักที่พบบ่อย:

วิธีเตรียมตัว: อ่านคำถามก่อนแล้วค่อยกลับไปหาคำตอบในเนื้อความ (scanning) แทนการอ่านทุกบรรทัดตั้งแต่ต้น สังเกตหัวเอกสาร ผู้ส่ง ผู้รับ วันที่ และหัวข้อเสมอ เพราะคำถามข้อแรกมักถามจุดประสงค์ของเอกสาร ฝึกอ่านเอกสารธุรกิจภาษาอังกฤษให้ชินตา และเก็บคำศัพท์ที่ออกซ้ำจาก คลังคำศัพท์แยกตามหมวด เพื่อให้อ่านได้ไหลไม่ต้องหยุดคิดทีละคำ

บริหารเวลาอย่างไรให้ทำครบ 200 ข้อ

Partจำนวนข้อเวลาที่แนะนำเฉลี่ยต่อข้อ
Part 1 ถึง 4100ตามเสียง ประมาณ 45 นาทีควบคุมเองไม่ได้
Part 53010 ถึง 12 นาที20 ถึง 25 วินาที
Part 6168 ถึง 10 นาทีประมาณ 35 วินาที
Part 75453 ถึง 57 นาทีประมาณ 1 นาที

ใน Listening คุณควบคุมเวลาไม่ได้ สิ่งที่ควบคุมได้คือการตัดสินใจให้ทันและอ่านคำถามล่วงหน้า ส่วนใน Reading ให้ยึดตารางข้างบนเป็นแนวทาง ถ้าทำ Part 5 เกิน 12 นาทีให้เดาข้อที่ค้างแล้วไปต่อทันที เพราะ Part 7 มีข้อละ 1 คะแนนเท่ากันแต่ตอบได้ง่ายกว่าถ้ามีเวลาอ่าน

ควรเริ่มฝึกจาก Part ไหนก่อน

คำตอบขึ้นอยู่กับคะแนนปัจจุบัน แต่หลักการทั่วไปคือเก็บ Part ที่คะแนนขึ้นเร็วก่อน

ไม่ว่าจะอยู่ระดับไหน ควรทำข้อสอบแนว TOEIC แบบเต็มชุด 200 ข้อจับเวลาจริงอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อฝึกความอึดและดูว่าคะแนนแต่ละ Part เปลี่ยนไปอย่างไร ลองทำได้ที่ หน้า mock test ซึ่งแบ่งคะแนนให้ดูทีละ Part หลังส่งคำตอบ

สรุป

ข้อสอบ TOEIC Listening and Reading มี 7 Part รวม 200 ข้อ Listening 4 Part 100 ข้อประมาณ 45 นาที และ Reading 3 Part 100 ข้อ 75 นาที คะแนนรวม 10 ถึง 990 แยกส่วนละ 5 ถึง 495 แต่ละ Part มีแนวคำถามและกับดักเฉพาะตัวที่ฝึกได้ เมื่อรู้ว่าจะเจออะไรก่อนเข้าห้องสอบ ความตื่นเต้นจะลดลงและคะแนนจะสะท้อนความสามารถจริงของคุณมากขึ้น เริ่มจากทำความรู้จักแต่ละ Part วันนี้ แล้วค่อยไล่ฝึกทีละส่วนตามลำดับที่เหมาะกับคะแนนของคุณ

TOEIC เป็นเครื่องหมายการค้าของ ETS (Educational Testing Service) เว็บไซต์นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ETS และเนื้อหาทั้งหมดเป็นข้อสอบแนว TOEIC ที่แต่งขึ้นเพื่อการฝึกฝนเท่านั้น

คำถามที่พบบ่อย

ข้อสอบ TOEIC มีกี่ข้อ ใช้เวลาสอบนานเท่าไร

มี 200 ข้อ แบ่งเป็น Listening 100 ข้อ (Part 1 ถึง 4) ใช้เวลาประมาณ 45 นาที และ Reading 100 ข้อ (Part 5 ถึง 7) ใช้เวลา 75 นาที รวมเวลาทำข้อสอบราว 2 ชั่วโมง ทุกข้อเป็นแบบเลือกตอบ

คะแนน TOEIC เต็มเท่าไร และคิดอย่างไร

คะแนนรวม 10 ถึง 990 แบ่งเป็น Listening 5 ถึง 495 และ Reading 5 ถึง 495 คะแนนดิบ (จำนวนข้อที่ถูก) จะถูกแปลงเป็นคะแนนมาตรฐานตามความยากง่ายของชุดข้อสอบ ตอบผิดไม่ถูกหักคะแนน จึงควรตอบทุกข้อ

Part ไหนของ TOEIC ยากที่สุด

สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ Part 7 ยากที่สุดเพราะมีเอกสารให้อ่านมากถึง 54 ข้อและมักทำไม่ทันเวลา รองลงมาคือ Part 3 และ Part 4 ที่ต้องฟังบทยาวและอ่านคำถามล่วงหน้าไปพร้อมกัน ส่วน Part 1 และ Part 5 เป็น Part ที่ฝึกแล้วคะแนนขึ้นเร็วที่สุด

ควรแบ่งเวลาทำส่วน Reading อย่างไร

แนวทางที่ใช้กันทั่วไปคือ Part 5 ไม่เกิน 10 ถึง 12 นาที Part 6 ประมาณ 8 ถึง 10 นาที และเหลือให้ Part 7 อย่างน้อย 53 นาที ถ้าใช้เวลากับ Part 5 เกินกำหนดให้เดาข้อที่ค้างแล้วไปต่อทันที

ถ้าเพิ่งเริ่มเตรียมสอบ ควรฝึก Part ไหนก่อน

ถ้าคะแนนต่ำกว่า 500 ให้เริ่มจาก Part 1, Part 2 และ Part 5 เพราะรูปแบบซ้ำและเห็นผลเร็ว ถ้าอยู่ที่ 500 ถึง 700 ให้ทุ่มไปที่ Part 3, Part 4 และ Part 7 ซึ่งเป็นแหล่งคะแนนก้อนใหญ่ และควรทำข้อสอบแนว TOEIC เต็มชุดจับเวลาอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง

ลงมือฝึกต่อเลย

บทความอื่น

📖เทคนิคทำ TOEIC Part 5 ให้เร็วและถูก: มองตัวเลือกก่อน ดูคำข้างช่องว่าง พร้อม 10 ตัวอย่างเฉลยละเอียด›📖แผนติว TOEIC 30 วัน จาก 400 ถึง 500 ให้ถึง 600 คะแนน พร้อมตารางรายสัปดาห์และวิธีวัดผล›