โครงสร้างข้อสอบ TOEIC ทั้ง 7 Part: แต่ละ Part ถามอะไร กับดักที่พบบ่อย และวิธีเตรียมตัว
อัปเดต 2026-09-30 · English เทพ
ถ้าคุณกำลังจะสอบ TOEIC เป็นครั้งแรก หรือเคยสอบแล้วแต่คะแนนยังไม่ถึงเป้า สิ่งแรกที่ควรทำก่อนเปิดหนังสือเล่มไหนก็ตามคือทำความเข้าใจโครงสร้างข้อสอบให้ทะลุ เพราะข้อสอบ TOEIC Listening and Reading มีรูปแบบตายตัวมาก ทุกชุดมี 7 Part เรียงลำดับเหมือนกัน จำนวนข้อเท่ากัน และแนวคำถามซ้ำกันจนคาดเดาได้ คนที่รู้ว่าแต่ละ Part ถามอะไร มีกับดักตรงไหน และควรใช้เวลากับข้อไหนมากน้อยแค่ไหน มักทำคะแนนได้ดีกว่าคนที่ภาษาอังกฤษดีพอกันแต่เดินเข้าห้องสอบไปแบบไม่รู้อะไรเลย
บทความนี้จะพาไล่ดูทีละ Part ตั้งแต่ Part 1 ถึง Part 7 ว่าแต่ละส่วนวัดอะไร ข้อสอบชอบหลอกแบบไหน และควรฝึกอย่างไรให้ตรงจุด อ่านจบแล้วคุณจะวางแผนเตรียมตัวได้เอง และรู้ว่าควรเริ่มฝึกจากตรงไหนก่อน
ภาพรวมข้อสอบ TOEIC Listening and Reading
ข้อสอบแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่คือ Listening (การฟัง) และ Reading (การอ่าน) ส่วนละ 100 ข้อ รวม 200 ข้อ ทุกข้อเป็นแบบเลือกตอบ ไม่มีการเขียนหรือพูด ส่วน Listening ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีตามความยาวของเสียงที่เปิดให้ฟัง ส่วน Reading ให้เวลา 75 นาทีและผู้สอบต้องบริหารเวลาเองทั้งหมด รวมแล้วนั่งสอบราว 2 ชั่วโมง
| Part | ส่วน | ชื่อ | จำนวนข้อ | สิ่งที่วัด |
|---|---|---|---|---|
| 1 | Listening | Photographs | 6 | ฟังประโยคสั้นแล้วเลือกที่ตรงกับภาพ |
| 2 | Listening | Question-Response | 25 | ฟังคำถาม 1 ประโยค เลือกคำตอบที่เข้ากัน |
| 3 | Listening | Conversations | 39 | ฟังบทสนทนา 2 ถึง 3 คน ตอบชุดละ 3 ข้อ |
| 4 | Listening | Talks | 30 | ฟังบทพูดคนเดียว ตอบชุดละ 3 ข้อ |
| 5 | Reading | Incomplete Sentences | 30 | เติมคำในประโยคให้ถูก grammar และความหมาย |
| 6 | Reading | Text Completion | 16 | เติมคำหรือประโยคในข้อความสั้น |
| 7 | Reading | Reading Comprehension | 54 | อ่านเอกสารเดี่ยว คู่ และ 3 ชิ้น แล้วตอบคำถาม |
สังเกตว่า Listening มี 100 ข้อใน 45 นาที ส่วน Reading มี 100 ข้อใน 75 นาที ฟังดูเหมือน Reading ให้เวลาเยอะกว่า แต่ในความเป็นจริง Part 7 อย่างเดียวก็มีเนื้อหาให้อ่านหลายหน้า คนส่วนใหญ่จึงทำ Reading ไม่ทันมากกว่าทำ Listening ไม่ทัน นี่คือเหตุผลที่การรู้โครงสร้างสำคัญมาก เพราะคุณต้องรู้ล่วงหน้าว่าจะเก็บเวลาจากตรงไหนไปเติมตรงไหน
ระบบคะแนน 10 ถึง 990
คะแนน TOEIC ไม่ได้นับตรง ๆ ว่าถูกกี่ข้อ แต่จะแปลงคะแนนดิบเป็นคะแนนมาตรฐาน (scaled score) โดย Listening ได้ 5 ถึง 495 คะแนน และ Reading ได้ 5 ถึง 495 คะแนน รวมกันเป็น 10 ถึง 990 คะแนน ตารางแปลงคะแนนของแต่ละชุดข้อสอบไม่เท่ากันเป๊ะ เพราะปรับตามความยากง่ายของชุดนั้น ดังนั้นการทำถูก 70 ข้อในชุดหนึ่งกับอีกชุดหนึ่งอาจได้คะแนนต่างกันเล็กน้อย
ประเด็นที่ควรจำคือข้อสอบไม่หักคะแนนข้อที่ตอบผิด ดังนั้นห้ามเว้นว่างเด็ดขาด ถ้าเวลาเหลือน้อยให้เดาทุกข้อที่ยังไม่ได้ทำ และอีกอย่างคือทั้ง 2 ส่วนมีน้ำหนักเท่ากัน คนไทยจำนวนมากคิดว่าตัวเองอ่อน Listening เลยทุ่มไปที่ Reading อย่างเดียว แต่ในทางปฏิบัติ Listening มักดันคะแนนได้เร็วกว่าเมื่อฝึกถูกวิธี เพราะ Part 1 และ Part 2 มีรูปแบบซ้ำและคาดเดาได้มาก
ส่วน Listening: 100 ข้อ ประมาณ 45 นาที
ในส่วนนี้เสียงจะเปิดต่อเนื่องโดยไม่หยุดรอใคร คุณจะได้ยินแต่ละข้อเพียงครั้งเดียว ทักษะสำคัญจึงไม่ใช่แค่ฟังรู้เรื่อง แต่คือการอ่านโจทย์ล่วงหน้า จับใจความขณะฟัง และตัดสินใจให้เร็วก่อนที่ข้อถัดไปจะเริ่ม
Part 1 Photographs (6 ข้อ)
ถามอะไร: คุณจะเห็นภาพถ่าย 1 ภาพในกระดาษข้อสอบ แล้วได้ยินประโยคบรรยาย 4 ประโยค (A ถึง D) ซึ่งไม่มีพิมพ์ให้อ่าน ต้องเลือกประโยคที่บรรยายภาพได้ถูกต้องที่สุด ภาพมักเป็นคนกำลังทำงาน คนในร้านค้า ที่ประชุม หรือภาพวัตถุกับสถานที่ที่ไม่มีคน
กับดักที่พบบ่อย:
- ประโยคหลอกจะพูดถึงสิ่งของที่มีอยู่ในภาพจริง แต่ใช้กริยาผิด เช่น ในภาพมีคนถือแฟ้ม แต่ประโยคบอกว่า "She is filing some documents" ซึ่งไม่ตรง
- ตัวเลือกที่ใช้ passive แบบ "is being + past participle" ต้องมีคนกำลังทำสิ่งนั้นอยู่จริงในภาพ ถ้าภาพไม่มีคน ประโยคแบบนี้จะผิดทันที
- คำที่เสียงคล้ายกัน เช่น coffee กับ copy หรือ glass กับ grass ถูกใส่มาหลอกเป็นประจำ
วิธีเตรียมตัว: ก่อนเสียงจะเริ่มให้กวาดตาดูภาพและตั้งคำถามในใจว่าใครทำอะไร ของอยู่ที่ไหน มีอะไรวางอยู่บ้าง ฝึกท่องกริยาที่ใช้บรรยายท่าทาง เช่น leaning against, reaching for, stacked, lined up, facing และคำบอกตำแหน่งให้แม่น เพราะ 6 ข้อนี้คือคะแนนฟรีที่ไม่ควรพลาดเลยแม้แต่ข้อเดียว
Part 2 Question-Response (25 ข้อ)
ถามอะไร: ได้ยินคำถามหรือประโยคบอกเล่า 1 ประโยค ตามด้วยคำตอบ 3 แบบ (A B C) ต้องเลือกคำตอบที่ตอบรับได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ไม่มีอะไรพิมพ์ให้อ่านเลย เป็น Part ที่วัดการฟังล้วน ๆ
กับดักที่พบบ่อย:
- ตัวหลอกใช้คำซ้ำกับคำถาม เช่น ถามว่า "Where did you park the car?" แล้วมีตัวเลือกว่า "The park is closed today" ซึ่งฟังคล้ายแต่ไม่ได้ตอบ
- คำถามที่ขึ้นต้นด้วย When จะมีตัวหลอกที่ตอบสถานที่ และคำถาม Where จะมีตัวหลอกที่ตอบเวลา
- คำตอบแบบอ้อม (indirect response) เช่น ถามว่าประชุมกี่โมง แต่คำตอบที่ถูกคือ "Let me check the schedule" ซึ่งไม่ได้บอกเวลาตรง ๆ แต่เป็นการตอบที่สมเหตุสมผลที่สุด ข้อแบบนี้ออกมากขึ้นเรื่อย ๆ
- คำถามแบบ Yes/No ที่คำตอบถูกไม่มีคำว่า Yes หรือ No เลย
วิธีเตรียมตัว: ตั้งใจฟังคำแรกของคำถามให้ได้ก่อน (Who, When, Where, Why, How, Which หรือเป็น Yes/No) แล้วตัดตัวเลือกที่ตอบผิดประเภททิ้งทันที ฝึกฟังข้อสอบแนว TOEIC Part 2 วันละ 25 ข้อและจดคำถามที่ตอบผิดไว้ จะเห็นว่าตัวเองพลาดแนวไหนซ้ำ ๆ
Part 3 Conversations (39 ข้อ)
ถามอะไร: บทสนทนา 13 บท บทละ 3 ข้อ ส่วนใหญ่เป็น 2 คน แต่บางบทมี 3 คน คำถามและตัวเลือกพิมพ์ในกระดาษข้อสอบ บางบทมีตาราง แผนที่ หรือรายการราคาแนบมา แล้วถามว่า "Look at the graphic" ให้เชื่อมสิ่งที่ได้ยินกับข้อมูลในภาพ นอกจากนี้ยังมีคำถามแบบ "What does the woman mean when she says ..." ที่ต้องตีความเจตนาจากบริบท
กับดักที่พบบ่อย:
- ผู้พูดเปลี่ยนใจกลางบทสนทนา เช่น ตอนแรกบอกว่าจะประชุมวันอังคาร แต่ต่อมาเลื่อนเป็นวันพฤหัส ตัวเลือก "Tuesday" จะมาหลอก
- คำถามข้อสุดท้ายของแต่ละบทมักถามถึงสิ่งที่พูดในประโยคท้าย ๆ ถ้ามัวแต่ฝนคำตอบข้อแรกอยู่จะพลาดข้อนี้
- ข้อ graphic มักมีตัวเลือกที่ตรงกับตารางแบบตรง ๆ แต่คำตอบจริงต้องฟังเงื่อนไขในบทสนทนาก่อนแล้วค่อยไปดูตาราง
วิธีเตรียมตัว: ใช้ช่วงที่เสียงอ่านคำสั่ง (directions) ตอนต้น Part อ่านคำถาม 3 ข้อของบทแรกไว้ก่อน และเมื่อฟังบทหนึ่งจบให้ตอบเร็ว แล้วรีบอ่านคำถามของบทถัดไประหว่างที่เสียงกำลังอ่านคำถามซ้ำ วิธีนี้เรียกว่าอ่านล่วงหน้า (preview) และเป็นทักษะเดียวที่แยกคนได้ 300 กับ 400 ใน Listening
Part 4 Talks (30 ข้อ)
ถามอะไร: บทพูดคนเดียว 10 บท บทละ 3 ข้อ เป็นข้อความเสียงทางโทรศัพท์ ประกาศในสนามบินหรือห้าง โฆษณาวิทยุ ข่าว ส่วนหนึ่งของการประชุม การกล่าวแนะนำวิทยากร หรือคำแนะนำในทัวร์ มีข้อ graphic และข้อถามเจตนาเหมือน Part 3
กับดักที่พบบ่อย:
- ตัวเลือกใช้คำเดียวกับในบทพูดแต่บิดความหมาย เช่น ในบทพูดบอกว่าร้านจะ "ปิดปรับปรุง" แต่ตัวเลือกบอกว่าร้าน "ปิดกิจการ"
- คำถามที่ขึ้นต้นว่า "What will listeners most likely do next?" คำตอบมักซ่อนอยู่ในประโยคสุดท้ายที่พูดผ่านไปเร็วมาก
- ตัวเลข วัน และเวลา ถูกพูดหลายค่าในบทเดียวเพื่อให้สับสน
วิธีเตรียมตัว: จับให้ได้ตั้งแต่ประโยคแรกว่าใครพูด พูดกับใคร และพูดที่ไหน เพราะ 3 อย่างนี้บอกทิศทางของทั้งบท จากนั้นให้เก็บคำสัญญาณ เช่น "but", "unfortunately", "please remember to" ซึ่งมักเป็นจุดที่ข้อสอบเอาไปออก ฝึกฟังบทพูดยาว ๆ แล้วสรุปเป็น 3 ประเด็นให้ได้ในใจ
ส่วน Reading: 100 ข้อ 75 นาที
ส่วนนี้ไม่มีเสียงมาบังคับจังหวะ คุณเลือกได้เองว่าจะทำข้อไหนก่อน ใช้เวลากับข้อไหนเท่าไร ซึ่งเป็นทั้งข้อดีและกับดัก เพราะคนจำนวนมากใช้เวลากับ Part 5 มากเกินไปจนเหลือเวลาทำ Part 7 ไม่พอ สัดส่วนเวลาที่แนะนำคือ Part 5 ประมาณ 10 ถึง 12 นาที Part 6 ประมาณ 8 ถึง 10 นาที และเหลือให้ Part 7 ไม่ต่ำกว่า 53 นาที
Part 5 Incomplete Sentences (30 ข้อ)
ถามอะไร: ประโยคเดี่ยวที่มีช่องว่าง 1 ช่อง ให้เลือกคำที่เติมได้ถูกต้องจาก 4 ตัวเลือก ข้อสอบวัด 2 อย่างคือ grammar (เช่น part of speech, verb tense, subject-verb agreement, pronoun, preposition, conjunction) และ vocabulary (เลือกคำที่ความหมายเข้ากับบริบท)
กับดักที่พบบ่อย:
- ตัวเลือกเป็นคำรากเดียวกัน 4 รูป เช่น depend, dependent, dependence, dependently ถ้าไม่ดูว่าช่องว่างต้องการคำชนิดไหนจะหลงเลือกจากความคุ้นตา
- คำบอกเวลาซ่อนอยู่ท้ายประโยค เช่น "by next Friday" ซึ่งบังคับให้ใช้ future perfect แต่คนอ่านไม่ถึง
- คู่คำที่ความหมายใกล้กันอย่าง despite กับ although คำหนึ่งตามด้วยคำนาม อีกคำตามด้วยประโยค
วิธีเตรียมตัว: ฝึกจนดูตัวเลือกปุ๊บรู้ทันทีว่าเป็นข้อ grammar หรือ vocabulary ข้อ grammar ให้อ่านแค่คำรอบช่องว่างก็มักตอบได้ ส่วนข้อ vocabulary ต้องอ่านทั้งประโยค ตั้งเป้าว่าใช้เวลาข้อละไม่เกิน 20 ถึง 25 วินาที ฝึกทำข้อสอบแนว TOEIC Part 5 ได้ที่ หน้าฝึกทำข้อสอบ ซึ่งมีเฉลยอธิบายว่าทำไมตัวหลอกแต่ละข้อจึงผิด
Part 6 Text Completion (16 ข้อ)
ถามอะไร: ข้อความสั้น 4 ชิ้น เช่น อีเมล ประกาศ จดหมาย หรือบทความ แต่ละชิ้นมีช่องว่าง 4 ช่อง รวม 16 ข้อ โจทย์คล้าย Part 5 แต่ต้องอาศัยบริบทจากประโยคข้างเคียง และในแต่ละชิ้นจะมี 1 ข้อที่ให้เลือก "ประโยคทั้งประโยค" ไปวางในช่องว่าง (sentence insertion)
กับดักที่พบบ่อย:
- ข้อ verb tense ใน Part 6 มักตัดสินไม่ได้จากประโยคเดียว ต้องดูว่าเหตุการณ์ในย่อหน้าเล่าเป็นอดีตหรืออนาคต
- ข้อ sentence insertion มีตัวเลือกที่ดูเข้ากับหัวข้อทั้งหมด แต่มีเพียงข้อเดียวที่เชื่อมกับประโยคก่อนหน้าและประโยคถัดไปได้ลงตัว ให้สังเกตคำเชื่อมและ pronoun อย่าง this, these, it ที่ต้องมีสิ่งอ้างอิงมาก่อน
- คำเชื่อมระหว่างประโยคอย่าง therefore, however, in addition ถูกใส่มาให้เลือก ต้องดูความสัมพันธ์ของ 2 ประโยคให้ออกว่าเป็นเหตุผล ขัดแย้ง หรือเพิ่มเติม
วิธีเตรียมตัว: อ่านทั้งชิ้นแบบเร็ว ๆ ก่อน 1 รอบเพื่อรู้ว่าใครเขียนถึงใครเรื่องอะไร แล้วค่อยกลับมาทำทีละช่อง ข้อ sentence insertion ให้ทำเป็นข้อสุดท้ายของชิ้นนั้น เพราะเมื่อเติมช่องอื่นครบแล้วจะเห็นภาพรวมชัดขึ้น
Part 7 Reading Comprehension (54 ข้อ)
ถามอะไร: เป็น Part ที่ยาวที่สุดและเก็บคะแนนได้มากที่สุด แบ่งเป็น 3 ช่วง
- Single passage เอกสารเดี่ยว 10 ชุด ชุดละ 2 ถึง 4 ข้อ รวม 29 ข้อ (ข้อ 147 ถึง 175) เป็นอีเมล ประกาศ โฆษณา บทความ แบบฟอร์ม ใบแจ้งหนี้ รีวิว รวมถึงข้อความแชตที่ต้องตีความว่าผู้ส่งหมายถึงอะไร
- Double passage เอกสารคู่ 2 ชุด ชุดละ 5 ข้อ รวม 10 ข้อ (ข้อ 176 ถึง 185) เช่น โฆษณากับอีเมลตอบกลับ
- Triple passage เอกสาร 3 ชิ้น 3 ชุด ชุดละ 5 ข้อ รวม 15 ข้อ (ข้อ 186 ถึง 200) เช่น ตารางงาน อีเมล และแบบฟอร์มที่เกี่ยวข้องกัน
กับดักที่พบบ่อย:
- ข้อ double และ triple มีอย่างน้อย 2 ข้อต่อชุดที่ต้องอ่านข้ามเอกสารถึงจะตอบได้ เช่น เอกสารแรกบอกราคาแต่ละ package เอกสารที่สองบอกว่าลูกค้าเลือก package ไหน คำถามถามว่าลูกค้าจ่ายเท่าไร
- คำถามแบบ "What is NOT mentioned" ต้องไล่เช็ก 3 ตัวเลือกที่มีในเนื้อความ เหลือข้อเดียวที่ไม่มี ใช้เวลามากกว่าข้ออื่น
- ข้อ "In which of the positions marked [1], [2], [3], and [4] does the following sentence best belong?" ต้องดูว่าประโยคที่ให้มามีคำอ้างอิงถึงประโยคก่อนหน้าหรือไม่
- คำถามความหมายของคำ เช่น "The word 'address' in paragraph 2 is closest in meaning to" ต้องดูความหมายในบริบท ไม่ใช่ความหมายแรกที่นึกออก
วิธีเตรียมตัว: อ่านคำถามก่อนแล้วค่อยกลับไปหาคำตอบในเนื้อความ (scanning) แทนการอ่านทุกบรรทัดตั้งแต่ต้น สังเกตหัวเอกสาร ผู้ส่ง ผู้รับ วันที่ และหัวข้อเสมอ เพราะคำถามข้อแรกมักถามจุดประสงค์ของเอกสาร ฝึกอ่านเอกสารธุรกิจภาษาอังกฤษให้ชินตา และเก็บคำศัพท์ที่ออกซ้ำจาก คลังคำศัพท์แยกตามหมวด เพื่อให้อ่านได้ไหลไม่ต้องหยุดคิดทีละคำ
บริหารเวลาอย่างไรให้ทำครบ 200 ข้อ
| Part | จำนวนข้อ | เวลาที่แนะนำ | เฉลี่ยต่อข้อ |
|---|---|---|---|
| Part 1 ถึง 4 | 100 | ตามเสียง ประมาณ 45 นาที | ควบคุมเองไม่ได้ |
| Part 5 | 30 | 10 ถึง 12 นาที | 20 ถึง 25 วินาที |
| Part 6 | 16 | 8 ถึง 10 นาที | ประมาณ 35 วินาที |
| Part 7 | 54 | 53 ถึง 57 นาที | ประมาณ 1 นาที |
ใน Listening คุณควบคุมเวลาไม่ได้ สิ่งที่ควบคุมได้คือการตัดสินใจให้ทันและอ่านคำถามล่วงหน้า ส่วนใน Reading ให้ยึดตารางข้างบนเป็นแนวทาง ถ้าทำ Part 5 เกิน 12 นาทีให้เดาข้อที่ค้างแล้วไปต่อทันที เพราะ Part 7 มีข้อละ 1 คะแนนเท่ากันแต่ตอบได้ง่ายกว่าถ้ามีเวลาอ่าน
ควรเริ่มฝึกจาก Part ไหนก่อน
คำตอบขึ้นอยู่กับคะแนนปัจจุบัน แต่หลักการทั่วไปคือเก็บ Part ที่คะแนนขึ้นเร็วก่อน
- คะแนนต่ำกว่า 500: เริ่มจาก Part 1, Part 2 และ Part 5 เพราะทั้ง 3 Part มีรูปแบบซ้ำ ฝึก 2 สัปดาห์ก็เห็นผล ควบคู่กับการท่องศัพท์ธุรกิจพื้นฐานวันละ 20 คำ
- คะแนน 500 ถึง 700: ทุ่มไปที่ Part 3, Part 4 และ Part 7 เพราะเป็นแหล่งคะแนนก้อนใหญ่ (รวมกัน 123 ข้อ) ฝึกอ่านล่วงหน้าและอ่านแบบ scanning
- คะแนน 700 ขึ้นไป: เน้นความแม่นยำใน Part 6 และข้อ double และ triple passage ของ Part 7 รวมถึงข้อถามเจตนาใน Part 3 และ Part 4 ที่ต้องตีความ
ไม่ว่าจะอยู่ระดับไหน ควรทำข้อสอบแนว TOEIC แบบเต็มชุด 200 ข้อจับเวลาจริงอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อฝึกความอึดและดูว่าคะแนนแต่ละ Part เปลี่ยนไปอย่างไร ลองทำได้ที่ หน้า mock test ซึ่งแบ่งคะแนนให้ดูทีละ Part หลังส่งคำตอบ
สรุป
ข้อสอบ TOEIC Listening and Reading มี 7 Part รวม 200 ข้อ Listening 4 Part 100 ข้อประมาณ 45 นาที และ Reading 3 Part 100 ข้อ 75 นาที คะแนนรวม 10 ถึง 990 แยกส่วนละ 5 ถึง 495 แต่ละ Part มีแนวคำถามและกับดักเฉพาะตัวที่ฝึกได้ เมื่อรู้ว่าจะเจออะไรก่อนเข้าห้องสอบ ความตื่นเต้นจะลดลงและคะแนนจะสะท้อนความสามารถจริงของคุณมากขึ้น เริ่มจากทำความรู้จักแต่ละ Part วันนี้ แล้วค่อยไล่ฝึกทีละส่วนตามลำดับที่เหมาะกับคะแนนของคุณ
TOEIC เป็นเครื่องหมายการค้าของ ETS (Educational Testing Service) เว็บไซต์นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ETS และเนื้อหาทั้งหมดเป็นข้อสอบแนว TOEIC ที่แต่งขึ้นเพื่อการฝึกฝนเท่านั้น
คำถามที่พบบ่อย
ข้อสอบ TOEIC มีกี่ข้อ ใช้เวลาสอบนานเท่าไร
มี 200 ข้อ แบ่งเป็น Listening 100 ข้อ (Part 1 ถึง 4) ใช้เวลาประมาณ 45 นาที และ Reading 100 ข้อ (Part 5 ถึง 7) ใช้เวลา 75 นาที รวมเวลาทำข้อสอบราว 2 ชั่วโมง ทุกข้อเป็นแบบเลือกตอบ
คะแนน TOEIC เต็มเท่าไร และคิดอย่างไร
คะแนนรวม 10 ถึง 990 แบ่งเป็น Listening 5 ถึง 495 และ Reading 5 ถึง 495 คะแนนดิบ (จำนวนข้อที่ถูก) จะถูกแปลงเป็นคะแนนมาตรฐานตามความยากง่ายของชุดข้อสอบ ตอบผิดไม่ถูกหักคะแนน จึงควรตอบทุกข้อ
Part ไหนของ TOEIC ยากที่สุด
สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ Part 7 ยากที่สุดเพราะมีเอกสารให้อ่านมากถึง 54 ข้อและมักทำไม่ทันเวลา รองลงมาคือ Part 3 และ Part 4 ที่ต้องฟังบทยาวและอ่านคำถามล่วงหน้าไปพร้อมกัน ส่วน Part 1 และ Part 5 เป็น Part ที่ฝึกแล้วคะแนนขึ้นเร็วที่สุด
ควรแบ่งเวลาทำส่วน Reading อย่างไร
แนวทางที่ใช้กันทั่วไปคือ Part 5 ไม่เกิน 10 ถึง 12 นาที Part 6 ประมาณ 8 ถึง 10 นาที และเหลือให้ Part 7 อย่างน้อย 53 นาที ถ้าใช้เวลากับ Part 5 เกินกำหนดให้เดาข้อที่ค้างแล้วไปต่อทันที
ถ้าเพิ่งเริ่มเตรียมสอบ ควรฝึก Part ไหนก่อน
ถ้าคะแนนต่ำกว่า 500 ให้เริ่มจาก Part 1, Part 2 และ Part 5 เพราะรูปแบบซ้ำและเห็นผลเร็ว ถ้าอยู่ที่ 500 ถึง 700 ให้ทุ่มไปที่ Part 3, Part 4 และ Part 7 ซึ่งเป็นแหล่งคะแนนก้อนใหญ่ และควรทำข้อสอบแนว TOEIC เต็มชุดจับเวลาอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง